ประโยชน์ของศาสนาทีมีต่อสังคม

มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่รวมกันมีส่วนร่วมรับผิดชอบในผลกำไร การขาดทุน เกียรติยศ ความไร้เกียรติ ชีวิต และความตาย มนุษย์มีแนวความคิดและความรู้สึกคล้ายกันจึงได้จัดตั้งสังคมขึ้นมา

สังคมที่ดีเปรียบเสมือนเรือนร่างของมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งวางอยู่บนเงื่อนไขส่วนบุคคล สังคมที่ดีต้องวางอยู่บนหลักการ ๓ ประการซึ่งถือว่าเป็นแก่นทีมีความสำคัญจึงจะทำให้สังคมมีความสมบูรณ์ มีความมั่นคง มีความสงบสุขและสามารถดำรงสืบต่อไปได้ และที่สำคัญเป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับสมาชิกในสังคม

 ซึ่งหลักการ ๓ ประการอันเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคมได้แก่

๑. ความรักที่เป็นหนึ่งเดียวกัน เอกภาพ และการมีความรู้สึกร่วมระหว่างสมาชิกในสังคม

๒. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ชั่วร้ายและการเอาเปรียบคนอื่น

๓.      ช่วยเหลือซึ่งกันและกันและยืนหยัดอยู่บนความถูกต้อง

ประการที่ ๑. ประโยชน์สำคัญของศาสนาที่มีต่อสังคมคือ สร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความเป็นพี่น้อง และเอกภาพในสังคม และศาสนายังมีบทบาทสำคัญที่สุดในการประสานดวงใจให้เป็นหนึ่งเดียวกัน อัล-กุรอานกล่าวว่า

وَاعْتَصِمُواْ بِحَبْلِ اللّهِ جَمِيعًا وَلاَ تَفَرَّقُواْ وَاذْكُرُواْ نِعْمَةَ اللّهِ عَلَيْكُمْ إِذْ كُنتُمْ أَعْدَاءً فَأَلَّفَ بَيْنَ قُلُوبِكُمْ فَأَصْبَحْتُم بِنِعْمَتِهِ إِخْوَانًا

และพวกเจ้าจงยึดสายเชือกของอัลลอฮฺโดยพร้อมกัน จงอย่าแตกแยกกันและจงรำลึกถึงความโปรดปรานของอัลลอฮฺที่มีต่อพวกเจ้า ขณะที่พวกเจ้าเป็นศัตรูกันพระองค์ได้ทรงประสานระหว่างหัวใจของพวกเจ้า แล้วพวกเจ้าก็กลายเป็นพี่น้องกันด้วยความโปรดปรานของพระองค์ (อาลิอิมรอน / ๑๐๓)

ประการที่ ๒. ศาสนาเป็นตัวป้องกันพฤติกรรมที่ไม่ดีและการเอาเปรียบที่เกิดสังคม หรืออย่างน้อยที่สุดได้ลดพฤติกรรมที่เลวร้ายเหล่านั้นลงไป ศาสนาได้ขจัดเจตนารมณ์ที่ไม่ดีอันเป็นบ่อเกิดของความเลวร้ายในสังคมให้หมดไป ศาสนาเป็นโซ่ตรวนที่คอยผูกมัดมือและเท้าที่เป็นความชั่วร้ายที่ซ่อนอยู่ในใจของมนุษย์ โดยมุ่งมั่นส่งเสริมให้มนุษย์กระทำความผิด ศาสนาเป็นอุปสรรคขว้างกั้นและยับยั้งไม่ให้มนุษย์ชักชวน หรือบีบบังคับให้คนอื่นทำความผิด หรือทำบาประหว่างมนุษย์ด้วยกัน และศาสนายังได้สนับสนุนให้มีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีทางครอบครัว อัล-กุรอานกล่าวว่า

اِنَّ اللّهَ يَأْمُرُ بِالْعَدْلِ وَالإِحْسَانِ وَإِيتَاءِ ذِي الْقُرْبَى وَيَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنكَرِ وَالْبَغْيِ يَعِظُكُمْ لَعَلَّكُمْ تَذَكَّرُونَ

แท้จริงอัลลอฮฺทรงบัญชาให้มีความยุติธรรม มีคุณธรรม และช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ญาติสนิทและให้ละเว้นการทำลามกอนาจารและการอธรรม พระองค์ทรงเตือนพวกเจ้าเพื่อพวกเจ้าจะได้สำนึก (อัน นะฮฺลิ / ๙๐)

ประการที่ ๓. ศาสนาสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนช่วยเหลือกันและกันในกิจการงาน การสร้างความดี มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความสามัคคีและร่วมมือกันป้องกันไม่ให้สังคมทำบาป ห้ามไม่ให้สร้างความขัดแย้งและการเป็นศัตรูกัน ช่วยเหลือกันให้รอดพ้นการลงโทษในวันแห่งการตัดสิน อัล-กุรอานกล่าวว่า

وَتَعَاوَنُواْ عَلَى الْبرِّ وَالتَّقْوَى وَلاَ تَعَاوَنُواْ عَلَى الإِثْمِ وَالْعُدْوَانِ وَاتَّقُواْ اللّهَ إِنَّ اللّهَ شَدِيدُ الْعِقَابِ

และพวกจงช่วยเหลือกันในคุณธรรมและความยำเกรง แต่จงอย่าช่วยกันในเรื่องบาป และการเป็นศัตรูต่อกัน พวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺทรงลงโทษอย่างรุนแรง (มาอิดะฮฺ /๒)

สรุปได้ว่าศาสนาพร้อมกฎระเบียบที่กำหนดขึ้นพร้อมกับมนุษย์ได้สร้างสังคมให้เกิดขึ้น ซึ่งจิตวิญญาณที่แท้จริงของสังคมคือความดีสัมบูรณ์ หรืออีกนัยหนึ่งโครงสร้างที่มั่นคงแข็งแรงของศาสนานั่นเองที่ทำให้มนุษย์พบกับความสมบูรณ์ มีความเจริญก้าวหน้าและทำให้สมาชิกในสังคมพบกับความสุขถาวรทั้งโลกนี้และโลกหน้า อินชาอัลลอฮฺ

จากคำอธิบายที่ผ่านมาทำให้ทราบถึงความหมาย ความจำเป็น และประโยชน์โดยสังเขปของศาสนาแล้วลำดับต่อไปจะกล่าวถึงประเด็นหลักสำคัญ ๓ ประการของศาสนาคือ หลักความศรัทธา จริยศาสตร์ และหลักการปฏิบัติ ซึ่งสิ่งที่จะอธิบายตรงนี้คือหลักความศรัทธาแต่ก่อนที่จะเข้าไปสู่ประเด็นดังกล่าว จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกล่าวถึงประเด็นต่อไปนี้เสียก่อน

ต้องเชื่อมั่นต่อหลักศรัทธา (อุซูลุดดีน)

ดังที่กล่าวไว้ตั้งแต่แรกในหนังริซาละฮฺเตาฎีฮุลมะซาอิล (ตำราว่าด้วยหลักการปฏิบัติ) ว่ามุสลิมทุกคนต้องเชื่อมั่นไม่สงสัยต่อหลักศรัทธา อันเป็นความเชื่อที่เกิดจากสติปัญญาของตนไม่ใช่เชื่อหรือปฏิบัติตามคนอื่น (ตักลีด) ฉะนั้น ด้วยการตัดสินของสติปัญญา โองการ และริวายะฮฺที่เชื่อถือได้บ่งบอกว่าเป็นวาญิบสำหรับมุสลิมทุกคนที่ต้องเชื่อมั่นไม่สงสัยต่อหลักศรัทธา แต่ถ้ามุสลิมคนใดไม่ให้ความสำคัญต่อสิ่งนี้เขาจะต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอน

แต่สิ่งที่จะลืมกล่าวเสียไม่ได้ก็คือ การได้มาซึ่งความเชื่อมั่นบนหลักการของศาสนาไม่ว่าจะได้มาด้วยเหตุผล หรือวิธีการใดก็ตามถือว่าเพียงพอ ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่มีความเชื่อต่อหลักการของศาสนา เนื่องจากได้รับการถ่ายทอดมาจากอุละมาอฺ (ผู้รู้) หรือนักเผยแผ่ หรือได้เรียนรู้กับครูบาอาจารย์ หรือบางคนได้รับการถ่ายถอดโดยตรงจากบิดามารดา ซึ่งคำพูดของคนเหล่านั้นได้สร้างความมั่นใจโดยไม่ได้คิดถึงความผิดพลาด หรือไม่ได้คิดว่าเป็นคำพูดโกหก ความเชื่อเช่นนี้ถือว่าเพียงพอเช่นกัน แม้ว่าตนจะไม่สามารถอ้างเหตุผลหรือตอบข้อสงสัยได้ก็ตาม